รีวิว

8 Days Life Savage and Adventure

Japan
วันออกเดินทาง 21/05/2017
วันเดินทางกลับ 28/05/2017
จำนวนผู้ร่วมทริป ผู้ใหญ่ 1 คน
งบประมาณเฉลี่ยต่อคน 40,001 - 50,000 บาท
บันทึกเพิ่มเติม 8 Days Life Savage and Adventure of Nature & Wildlife
Special Tip - Sex Museum
1K views
วันที่
1

8 วัน กับการใช้ชีวิตในญี่ปุ่นเปิดบันทึกไปกับกล้องคู่ใจ ในดินแดนเทคโนโลยีที่เพรียบพร้อม อย่าง ญี่ปุ่น
หากการช้อปปิ้งกินเที่ยวคือความสุขของใครหลายคน แต่สำหรับผมคือ......

วิ่งหนีหิมะบนยอดเขาไฟฟูจิถล่มบนระดับความสูง 2,390m
โดนตำรวจญี่ปุ่นจับข้อหาตกเป็นผู้ต้องสงใสขโมยจักรยาน
พนันม้าแข่งญี่ปุ่น ใจกลางโตเกียว
ลงเรือไปสู่ใจกลางทะเลเพื่อล่าภาพฝูงเหยี่ยวดำ
นอนในบ้านคนญี่ปุ่น สัมผัสรสชาติวิถีญี่ปุ่นแท้ๆ
สัมผัสชีวิตเถื่อนๆในหอศิลป์SEX
และอีกมากมายที่ประทับใจมากๆจนมิอาจลืมเลือน ที่ทั้งหมดเกิดขึ้นในช่วง พฤษภาคม

พูดมากปากเหม็นว่าแล้วก็...แบกเป้ แล้วมาลุยกันเลย
หืม?...อ่าส์...ใหญ่จัง
นั้นคือสิ่งที่ผมคิดเมื่อมองบ้านคนญี่ปุ่นที่ผมได้ทำการติดต่อไว้ ซึ่งได้รับความอนุเคราะห์และเมตตาจากเพื่อนสนิทของคุณป้าที่มอบตั๋วใบนี้มาญี่ปุ่นและให้มาอาศัยอยู่กับครอบครัวญี่ปุ่นตลอด8วันรวมทั้งเก็บภาพเพื่องานของผมในญี่ปุ่น

ผมได้อาศัยอยู่ในครอบครัว ลุงกิโตะ และผมกำลังยืนอยู่หน้าบ้านเขาทันทีที่...ก้าวลงจากรถยนต์
มันเป็นบ้านที่พื้นที่ไม่เยอะเหมือนบ้านเราแต่ความใหญ่โตก็เทียบเคียงบ้านเราพอสมควรและนั้นคือความรู้สึกแรก...ผมคิดอย่างนั้น ไม่นานความคิดผมก็ดับลงพร้อมๆกับคำพูดของ คุณลุงกิโตะว่า....
ไม่ๆบ้านนะอยู่ทางนี้
สำเนียงพูดไทยที่ยังไม่คล่องแคล่วของแกตัดภาพอารมณ์ ดัง ฉั่วะ!!! (ผมพูดญี่ปุ่นไม่ได้ตลอดทั้งทริป)
......ลุงแกเดินเข้าไปแบบชิลๆปล่อยให้ผมที่พึ่งเคยมาญี่ปุ่นครั้งแรกกับแผนการเดินทางที่น้อยนิดอึ้งไปหลายวิ บ้านใหญ่ที่ผมเห็นตรงหน้าไม่ใช่บ้านที่ผมจะอาศัย หลังบ้านนี้ต่างหากขนาดเท่า4เหลี่ยมขนาดเล็กประกบกันไม่กี่ตารางนิ้วที่เป็นแท่งยาวๆเท่ากับความความสูงของบ้านข้างหน้า
ลุงแกกล่าวทิ้งท้ายว่า บ้านที่อยู่ตรงหน้านะเป็นของเพื่อนบ้าน ที่คุณเห็นบ้านผมเล็กแค่นี้จะบอกให้ 20ล้านบาทไทยเลยละ
ความรู้สึกเหมือนในหนังม้วนหนึ่งที่ตัวเอกหน้าแตกแบบสุดๆเลย มาถึงก็ปล่อยความรั่วแจกความสดใส
และผมก็ได้รับการต้อนรับที่อบอุ่นมากจากบ้านหลังเล็กที่อุดมไปด้วยรอยยิ้มของคนทั้งบ้านมีสมาชิก3คน พ่อ แม่ ลูก พวกเขารักคนไทยมากๆ โดยเฉพาะลูกสาวของพวกเขาที่เป็นแฟนคลับ เจมส์จิ จนเป็นแรงบัลดาลใจให้ฝึกเรียนภาษาไทยตั้งแต่เด็กตอนนี้พูดเริ่มคล่องขึ้นทุกวัน หน้าอายที่ตัวเองยังพูดญี่ปุ่นไม่ได้เล้ยยยย บางทีผมมองพวกเขาหัวเราะรวมกันบนโต๊ะอาหารก็แอบรู้สึกอิจฉาเบาๆ ผมเริ่มเข้าใจคำว่า...
บ้านเล็กบ้านใหญ่ไม่ใช่เรื่องสำคัญ...สิ่งสำคัญคือวันนี้เรามอบความรักให้กันแล้วหรือยัง

เป็นภาพวันแรกของการเดินทาง ที่คนญี่ปุ่นบอกว่าคุณโชคดีมากที่ได้มาในวันนี้เพราะมันเป็นวันสุดท้าย ของสัปดาห์ที่3ของเดือน ซึ่งจะมีแค่ปีละ1ครั้งเท่านั้น เทศกาลนี้คือ....Sanja Matsur
เทศกาลแห่งศาลเจ้าอาซาคุสะ
โดยจะมีการแห่ศาลเจ้า3แบบจำลองรอบกรุงโตเกียวกลางถนนใหญ่
โดยจะเป็นการรวมพลศาลเจ้าทั้ง3ต่างถนนก่อนจะมาบรรจบกันที่สี่แยกใหญ่
ซึ่งโดยปกติแล้วตามธรรมเนียมจะต้องเป็นผู้ชายแบก
แต่น่าแปลกใจมากที่ผู้หญิงจำนวนมากเข้าร่วมแบกศาลเจ้าขนาดใหญ่ที่หนักหลายกิโลเกือบตันไปพร้อมๆกับผู้ชายอย่างสนุกสนานไร้ซึ่งกฎเกณฑ์แล้วทำตามความต้องการของตนเอง ทำให้ผมได้เรียนรู้ว่าเพศไม่มีความสำคัญในการแบ่งแยกคำว่า แม้ว่าคุณจะเป็นผู้หญิงแต่นั้นมันก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะไม่สามารถทำสิ่งที่มีคุณค่าร่วมกันได้ ตราบใดที่ยังมีลมหายใจมีความเป็นมนุษย์

วันที่
2

กลับมาเข้าสู่ช่วงเวลาการทำDocument Project ส่วนตัวของผมบ้าง ในวันที่2นี้ ผมได้ถ่ายรูปสัตว์ใน Shinagawa Aquarium เป็นจำนวนมาก เชิญชมได้เลยครับ

ตกเย็น ผมก็ออกไปหาอะไรกินใน ย่าน ฮาเนดะ ก่อนที่...ค่ำคืนนี้จะบุกไปสนามม้าแข่งในโตเกียว

Tokyo city keiba
_________________________________
สำหรับการแข่งม้าแล้วที่ญี่ปุ่นถือว่าเป็นกีฬาครองใจคนทั้งประเทศมากเท่าๆกับเบสบอลเลยทีเดียว
มันเป็นความฝันสมัยวัยเด็กมากๆที่อยากจะมาแข่งม้าที่ญี่ปุ่น
เคยอยู่แต่สังเวียนนางเลิ้ง
เมื่อกาลเวลาผ่านไปก็ทำให้ผันมาเป็นผู้ชมความงดงามและน่าเศร้าของพวกมันบนสังเวียนแทน
ในยามที่ผมกำลังสูดลมหายใจคิดถึงตัวเองในวัย10ขวบนั้น คุณลุงกิโตะ ก็เดินมายิ้มแป้นแล้น กับตั๋วพนันม้าแข่ง3ใบ ที่ลงพนันกันขำๆเกือบ1000เยน
ป้าดดด การพนันมันเป็นสิ่งไม่ดี....ไม่....เฮ้ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ!!!!!
รู้ตัวอีกที ก็มายืนเชียร์อยู่ขอบรั้วซะละ รวมทั้งถ่ายภาพผู้ชนะในครั้งนั้น สุดท้ายผมกับลุงกิโตะก็คอตกเพราะ....พนันแพ้ กลับบ้านนอนหายใจทิ้งกันต่อเถ๊อะ!!

วันที่
3

ภาพถ่ายFuji ใบแรกของวันและเป็นการเห็นFuji ครั้งแรกในชีวิต

ชีวิตของคนญี่ปุ่นที่ถูกหล่อเลี้ยงด้วยFuji

ช่วงทางขึ้นผมนั่งรถยนต์เพื่อไปให้ถึงจุดรวมพลบนเขาไฟFuji ซึ่ง...พวกเขาเปิดเพลงหมอลำ!!! ในใจกลางFuji ผมนึกในใจว่า ขนาดมาญี่ปุ่นยังได้มีเพลงหมอลำฟังในรถเกือบหมดอัลบั้ม
ภาพนี้คือภาพยามเช้าของการตื่นตี3ที่ตะวันส่องแสงสาดใส่Fuji ก่อนที่จะไปเดินเขาไฟFuji ที่ถึงแม้จะรู้ว่าช่วงเวลานี้เขาไม่เปิดให้เดินขึ้นยอดเขาก็ตาม...
ผมมองไปที่ทางเดินขึ้นเขา ที่อยู่ข้างๆสถานลงทะเบียนเดินเขาไฟFuji ด้วยความที่ว่าไหนๆก็มาแล้วขอเดินสักหน่อยก็ยังดี ผมเลยเดินเข้าไปคุยกับเจ้าหน้าที่ เจรจากันซึ่งเขาให้ได้ระยะที่เขากำหนดเท่านั้นเพราะมีอากาศที่ย่ำแย่และหนาวมากบนนั้นอาจมีหิมะจากยอดเขา หลุดถล่มลงมาได้ทุกเมื่อ
ผมขึ้นมาระดับความสูง.....2,390m ขอเจ้าหน้าที่เดินขึ้นฟูจิมาเพิ่มอีกนิสหนึ่งเถอะไหนๆก็มาแล้ว
เจ้าหน้าที่ให้เต็มที่ได้แค่นี้ เพราะว่า...หลังจากนั้นมันจะมีหิมะถล่มนั้นเอง.....มีนักท่องเที่ยวหลายคนพยายามจะก้อปปี้ไลน์ตามๆกันมา(เขาเห็นผมเดินมากันได้เขาเลยเดินตามกันมาด้วย)...บางคนถึงกับหูดับกลางทางเพราะความดันอากาศฉับพลัน
แคร๊กก!! หูของผมได้ยินเสียงผิดปกติในระหว่างทาง ผมหันไปหาเจ้าหน้าที่ ก่อนที่เจ้าหน้าที่ จะร้องตะโกนแล้ววิ่งลงเขาด้วยความเร็วแสง
ไม่นาน คึม คึม คึม เสียงหิมะถล่มที่เบาบางตามมาอยู่ข้างหลัง ทำให้ผมเข้าใจว่าแม้มันจะถล่มไม่ใหญ่และรุนแรงมาก แต่มันก็มพลังมากพอจะฆ่าคนให้ตายได้เช่นกัน
มันจะมาเปิดให้เดินถึงยอดจริงๆคือ ฤดูร้อนเท่านั้น...
ได้ยินเสียงเพรียกหาจากยอดฟูจิชัง...
ก่อนจะลงจากมา..พร้อมกับความรู้สึกว่าสักวันฉันจะกลับมาอีกครั้ง...
การเดินทางในครั้งนี้ นอกจากการเดินทาง เสาะหาความหมายในชีวิต ผมมองฟ้าแล้วบอกกับตัวเองว่า ผมช่างโชคดีเหลือเกิน
ทุกอย่างมันช่างสมบูรณ์แบบในสิ่งที่มันเป็น
และสิ่งที่มันเป็นไปต่อมาคือ ผมขึ้นเรือ เพื่อชมทิวทัศน์ธรรมชาติรอบสุดท้ายที่ ฮะโกะเนะ ไม่ทัน... ทำให้ทริปนี้ผมต้องเปลี่ยนแผนการเดินทาง ไปสู่ ทะเลอะตะมิ ที่จะทำให้ได้พบกับความแปลก สุดขั้ว...

วันที่
4

ฉันอยากมาดูฟูจิ.......
ฉันอยากมาดูซากุระผลิบาน......
ฉันจะไปดูนครวัดปราสาทที่โอซาก้า.......
โอ้โห !!!! ที่นี้มันมหานครที่เรียกได้เต็มปากว่า....
โคตร!!!!! มีเส้นทางคมนาคมขนส่งที่ยอดเยี่ยมจนน่าอิจฉาจริงๆ
ทั้งความโมเอะ และสิ่งที่เป็นเรื่องยอดนิยมอย่างการ์ตูนยอดฮิตที่บ้านเราติดตามกันสนั่นเมือง
แต่ในความสดใสที่แสนจะน่ารัก....ทุกๆข้อดีย่อมมีข้อเสียปะปนเพื่อให้มนุษย์อย่างเราตระหนักถึงคุณค่าและจิตวิญญาณของตนเองมิให้ถูกความชั่วและความโลภ ราคะ ครอบงำ
และสถานที่แห่งนี้...มีชื่อเต็มๆว่า...The doll house in Atami Adult Museum

มันเป็นโชคชะตาบางอย่างที่ทำให้ผมได้รับคำเชิญชวนจากคนพื้นบ้านชาวญี่ปุ่น ให้มาดูทะเลญี่ปุ่น นอกโตเกียว
เป็นแหล่งที่ คนไทยน้อยคนจะรู้จัก....และไม่มีใครจะมาให้มันเสียเวลา
มันอยู่บนยอดเขาริมหน้าผา เป็นสวนสนุกที่เก่ามากๆยาวนานกว่าเกือบศตวรรษ
ภายนอกที่ดูเงียบเหงา แต่ภายในกับเต็มไปด้วย ตุ๊กตา และเรื่องราวอันดำมืด 18+
เป็นอาคารที่ทั้งอาคาร ไม่อนุญาติให้ถ่ายภาพ แต่ที่ผมถ่ายและนำมันออกมาได้นั้นเป็นเพราะ...บางจุดไม่มีกำกับไว้ว่าห้ามถ่าย และจุดเหล่านั้นมีความชวนเสียวน้อยกว่า
หน้าประตูจะเป็นนางเงือกที่เปิดอกโชว์เต้านมอวดเรือนร่าง เมื่อเดินเข้าไปเรื่อยๆ ก็จะพบกับ .......แท่งอันยาวๆกับศาลเจ้า ที่น่าเคารพและศรัทธาของชาวญี่ปุ่น เป็นงานศิลปะที่เสียดสีสังคมอย่างตรงไปตรงมา
เดินต่อไปก็จะพบกับประวัติศาสตร์ความเป็นมา เรื่อง sex ของชนชั้นสูง อย่างขุนนาง และซามูไร
และ คัมภีร์ศาตร์แห่งSEX ร้อยลีลากระบวนท่าอันอัศจรรย์
รวมทั้งถุงยางสมัยโบราณที่ร้อยด้วยไหม
ด้วยความเก่าของสถานที่และรูปแบบการแสดง ที่ดูแล้วก็แค่ตุ๊กตาตัวหนึ่ง แต่สิ่งที่น่าสนใจของที่นี้ไม่ใช่ภายนอก จุดที่ผมสนใจมากๆเลยคือ กระบวนการไอเดียในการแสดงออกนั้นเองที่มีชั้นเชิงยอดเยี่ยมและสมกับเป็นญี่ปุ่นโดยแท้จริง
รูเล็กๆบนกำแพงระหว่างทางที่เราเดินผมรู้สึกสะดุดตาและมันเจาะแบบผิดสังเกตุ เลยมองเข้าไปก็...
เอิ่ม....เขินอ่ะเล่าไงต่อดีฮ่าาาาา
แบบ....สาวเปลือยกายเสื้อน้อยชิ้นหัวนมหลากสีสันมาโชว์ว่าเราให้ความสนใจกับพวกเขาแบบไหนบ้าง มีตั้งแต่ พยาบาล สาวใช้ และซาดิส จนไปถึง อุ้มบะๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

ยังไม่หมดเพียงเท่านี้...เก้าอี้มีเบาะนุ่มวางอยู่ใจกลางห้อง และมีโต๊ะเครื่องแป้งกับกระจกคลาสสิกแบบยุโรปธรรมดาๆตั้งอยู่
ผมก็เดินดุ่มๆไปนั่งดู
ผ่างงงงงงงงงงง!!!!!!!!!!!!!!!!
คิมูจิ อ้าาาาาส์......โอ้วววววว
เหยดเข้!!!!!!!!!!!!
นิมันสวรรค์สาวกAVชัดๆ
อู้วหูวแม้โจ้!!! บราเซียวิคเตอร์เรีย คอมเฟริม!!!!
ฉายภาพโฮโลแกรมจากเก้าอี้สู่กระจก3มิติ และนางราคี เอ้ย!!! น้องหนูๆ รุมร้อม กำลังเอื้อมตัวลงมายั่ว กันดุเดือดเผ็ชชชชช มันส์มาก ละเปลื้องผ้าสีสันฉูดฉาด เผยอให้เห็นหัวนมสีสันสะดุดตา โอ้วววววววว!!!!!Nooooooo!!!!!
แต่เหล้าผู้ชายและสาวๆที่ชอบในรสนิยมแนวๆนี้ ไม่ต้องน้อยใจไปนะ....เพราะเขามีตั้งแต่ LGBT ครบครัน เลยละ

ละมีการคั้นรายการระหว่างทางเดิน เป็นตู้เกมที่ทำเลียนแบบตู้ที่คนไทยนิยมเล่นกันมากๆอย่างตู้หยิบสอยตุ๊กตานั้ลลล๊ากกกก แต่ขอโทษ.....มันไม่ใช่ตุ๊กตา แต่มันคือ...จิ๋มกระป๋องงง
ของเล่นทั้งหลาย ยัน หยิบ DVD AVแท้เต็มแผ่นกลับบ้านไปนอนสูดดมกันให้จุใจ

ยังมีเรื่องราวอีกมากที่อยู่ในนี้และผมคงไม่สามารถเล่าให้หมดได้ในโพสเดียว.... ก็ขอเป็นบทสรุป ในระหว่างการเดินทางเลยละกัน
ตั้งแต่ผมได้มาเหยียบที่จังหวัดนี้...จุดสังเกตุที่ผมเห็นทั่วทุกแห่งเลยคือ
รูปปั้น ของ Kanichi กำลังเตะ หญิงสาวที่ชื่อ Miya ลงบนพื้นดินอยุ่ใจกลางของ Atami และภาพในมิวเซียมแห่งนี้ก็ได้มีเรื่องราวของพวกเขาทั้งสองคนมาแฝงแง่คิดให้ชมอีกเช่นกัน
การสร้างแนวชายฝั่งใน Atami จังหวัดชิซูโอกะเป็นรูปปั้นที่ไม่เหมือนใครในหลายประเทศในญี่ปุ่นซึ่งเป็นการเฉลิมฉลองตำนานท้องถิ่นโดยได้รับแรงบันดาลใจจาก "Konjiki Yasha" ("ปีศาจแดง") ซึ่งเป็นเรื่องราวที่โด่งดังของผู้แต่ง Ozaki Koyo (1868-1903) ในยุคเมจิ
โดยที่หญิงสาวMiyaบอกกับคู่หมั้นของเธออย่างKanichiว่าเธอจะถอนหมั้นและขอไปแต่งงานกับลูกชายเจ้าของธนาคารที่มีเงินและเพชรเม็ดโตๆ เลยทำให้ Kanichi โกรธมากและเตะMiya จนสูญเสียความเป็นตัวเองยอมละทิ้งหน้าที่ทางทหาร ละทิ้งชาติบ้านเมือง มีหัวใจที่อ่อนแอลงเพราะ ผู้หญิงเพียงคนเดียว จนกระทั้งเรื่องราวการแต่งงานของMiya และลูกชายเจ้าของธนาคารจบไม่สวย และกลายเป็นสัญลักษณ์ที่เห็นในปัจจุบัน เพื่อเตือนใจแก่ผู้คนที่ผ่านมาเจอและบางคนยังนำไปตีความว่าเป็นการเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของผู้หญิงด้วยซ้ำโดยที่ไม้ได้เห็นภาพรวมของเนื้อหาประวัติศาสตร์
"มันได้สอนให้ผมตระหนักและรู้สึกว่า
ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย หรือเพศต่างๆที่มีความรักอยู่ในหัวใจอย่าหลงละโมบในความมั่งคั่ง ร่ำรวย หรือสิ่งยั่วยวน ที่ผ่านเข้ามามาจนหลงลืมบุคลที่อยู่เคียงข้างคุณ
ที่เขายังรักคุณ และเป็นคนที่ดีสำหรับคุณ หรือคนรอบข้าง
อย่าทำให้เขาตกอยู่ในความมืดมิดจนสูญเสียความเป็นมนุษย์ไปตลอดกาล
เพียงเพราะใช้ความรักในทางที่ผิดจนนำไปสู่ความรุนแรง
เพราะบุคคลที่อยู่เคียงข้างคุณในตลอดนี้...อาจกลายเป็นคนที่มีคุณค่าต่อมนุษย์ชาติและโลกที่แท้จริง ทั้งคนรอบข้าง และตัวของคุณเอง"
"อาวุธที่ร้ายแรงยิ่งกว่านิวเคลียร์....ก็คือความรัก"
คุณละจะใช้อาวุธที่คุณมีในทิศทางใดคุณต้องกำหนดมันด้วยตัวของคุณเอง

วันที่
5

ผมเดินทางออก Atami ไป สู่ ทะเล Manazuru เพื่อความหวังว่าจะได้พบกับความมหัศจรรย์ทางทะเล และความเป็นอยู่ของสิ่งมีชีวิตบริเวณนี้ แต่การที่คนพื้นที่ชาวญี่ปุ่นได้พาผมมาที่แห่งนี้ก็ถือว่าเป็นแผนการเดินทางที่อยู่นอกเหนือ จากProject ผมมาก เพียงเพราะผมเข้าใจว่า การจะหาของทะเลกินต้องมาแถบทะเล สิ่งที่คิดกับความเป็นจริงใดๆในโลกนี้มักไม่ คอนทราส์ กันอยู่แล้ว ซึ่งแน่นอน ว่า...ไม่มีปู....มีเพียง...ง ่ า ม ข า ปู!!!
บนซุปเต้าเจี้ยววว โอ้ยให้ตายเถอะ น้ำตาจะไหล

กวี้ กวี้ (เสียงดังกังวาล ลากยาวนาน)
หูผมผึ่งทันทีแล้วหันขวับมองไปบนฟ้าพบฝูง เหยี่ยวดำนับ10ตัว กำลังโบยบินเหนือหัวก่อนที่จะลงไปชุมนุมกันกลางทะเล
มือไม้สั่นระริกเป็นภาพที่ผมกระหายอยากได้ชอตนี้มานานแสนนาน และด้วยความเชื่อจากใครก็ไม่รู้ที่ผ่านหูผมมาตลอดว่า ภาพถ่ายที่ดีคือคุณต้องเข้าใกล้กว่านี้ แค่นี้มันยังไม่พอหรอกไอ้หนู
ผมกวาดสายตามองหาทุกสิ่งบนชายฝั่งอะไรก็ได้ที่จะพาผมไปสู่มหาสมุทร ทันที และต้องเดี๋ยวนี้!!!
แล้วผมก็เจอ....เจอเรือยอร์ช มีพนักงานธรรมดาๆ คนหนึ่งยืนอยู่ ผมรีบใช้สิทธิ์ ในทันที ด้วยความเมตตาที่สนับสนุนงานผมและความช่วยเหลือของคุณลุงกิโตะ นั่นทำให้ผมโลดแล่นบนเรือยอร์ชใจกลางมหาสมุทร

ใช่แล้วทุกอย่างเป็นไปตามที่ผมคาดการณ์และวาดภาพในหัวล่วงหน้า....สิ่งเหลือเชื่อก็ปรากฏสู่สายตา
ฝูงเหยี่ยวดำนับ10ตัวโบยบินกรูตามเรือมาอย่างกระหายอะไรบางอย่างที่ผมยังไม่เข้าใจ
ไม่รอช้า ชาวบ้าน+นักท่องเที่ยวญี่ปุ่น ที่อยู่บนเรือด้วยกัน 6ชีวิตที่ไม่รู้จักกันเลย งัดอาวุธออกมา นั้นก็คือ!!!!
ขนมทอดกรอบตรา ฮานามิ!!!
แก๊งนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นคุณป่าวัยประมาณ70-80 เล็งให้แม่นแล้วโยนข้าวเกรียบกุ้ง ลงทะเล และแน่นอนพวกเหยี่ยวดำพุ่งลงทะเลราวกับธนูที่กระชากเป้าหมายอย่างรวดเร็วและฉับไว

ในหัวผมเริ่มเห็นพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของเหยี่ยวดำที่อาจจะบอกเราถึงผลกระทบของโลกร้อนที่ตามมา
โลกที่อุ่นขึ้นในบางพื้นที่....
กำลังทำลายบางสิ่งที่มีค่าต่อห่วงโซ่อาหาร ปลาที่น้อยลงจน Black-eared kite เริ่มเรียนรู้ที่จะหากินกับมนุษย์แทน
ภาพนี้คือShotเดียวที่ผมวาดขึ้นในหัว จังหวะ โอกาศ ที่จะไม่ยอมให้หลุดลอยหายไป เพื่อเป็นการแสดงความจริงที่เกิดขึ้นถึงผลกระทบของสิ่งแวดล้อมที่โลกเตือนเรา....
ในที่สุดภาพShotนี้ ผมก็ได้รับรางวัล National Geographic Thaiand
ภาพถ่ายอันโดดเด่น จากโครงการNGThai NatureCalling2017 ประจำสัปดาห์ที่ 1 (5 – 11 มิถุนายน 2017)
http://www.ngthai.com/uncategorized/2095/ngthainaturecalling2017/

นี้เป็นแรงบัลดาลใจที่ผมจะไม่หยุด เพื่อปกป้องพวกเขา ด้วยรูปแบบการทำงาน เชิงศิลปะผ่านภาพถ่ายในเวลาต่อมาอย่างแน่นอน

วันที่
6

หลังจากที่ตระเวณ ตั้งแต่ ป่า เขา ทะเลสาบ และมหาสมุทร ผมกลับมาที่โตเกียวอีกครั้ง หลังจากหลายวันที่ตะลุยกันมาอย่างหนัก สิ่งแรกที่ผมคิดเลยก็คือ...ไปหามิวเซียมเข้าชมเพื่อเสริมสร้างไอเดียในการทำงานชุดใหม่ๆออกมา เปรียบเสมือนเป็นการลับมีดทางความคิดให้มันคมเสมอ

ผมวางแผนไป The National Art Center Tokyo ซึ่งเป็นหอศิลป์ของรัฐบาลญี่ปุ่น
สำหรับคนญี่ปุ่นแล้วช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนจิตใจไม่ใช่แค่การเที่ยว การดูหนัง หรือนอนเล่นแต่ในบ้านอย่างเดียว แต่สิ่งที่คนญี่ปุ่นนิยมมากที่สุดก็คือ...การเข้ารับชม งานศิลปะ
ในวันที่ผมไป เป็นวันที่ ศิลปินหญิงสูงวัยชาวญี่ปุ่นท่านหนึ่ง ที่แม้แต่คนญี่ปุ่นที่ไม่ค่อยเสพศิลปะยังรู้จัก ซึ่งเขาเขาเรียกกันว่า [มิซะ] Yayoi Kusama
มาแสดงงาน My Eternal Soul ที่นี้และเปิดให้จองตั๋วซื้อขายกันหน้าหอศิลป์ คิวยาวทะลักออกมาล้นถนน เพื่อที่จะได้ชม มิซะ กันสดๆ ซึ่งเห็นว่าต่อคิวกันตั้งแต่เช้า จนกระทั่งตอนนี้ก็ไม่มีท่าทีว่าจะหยุด งานจะเริ่มแสดงจริงตอน 6โมงเย็นถึง 3ทุ่ม ซึ่งผมก็คิดว่ามันดึกไปสำหรับผมเลยไม่ได้ซื้อตั๋วชมศิลปินหญิงท่านนี้
สำหรับผมแล้วการเสพงานศิลปะ ถือเป็นเรื่องที่จะเติมเต็มความรู้ และประสบการณ์ที่หลายๆศิลปินพยายามจะถ่ายทอดให้ชม
และยอมรับว่า ผมให้ความสำคัญ กับวิธีการทำเป้าหมายของเนื้องาน มากที่สุด โดยให้พวกอุปกรณ์กล้องที่ผมใช้เป็นแค่อุปกรณ์ที่จะหนุนส่งให้ผลงานเหล่านี้เติบโตและถ่ายทอดอารมณ์ออกมาได้เต็มที่เท่านั้น
ในหอศิลป์ก็จะมีทั้งงานประกวด ภาพถ่าย งานแสดงผลงานภาพถ่ายเชิงศิลป์มากมาย เรียกได้ว่าเหมือนสวรรค์ของเหล่าศิลปินช่างฝันเป็นที่สุด

วันที่
7

ประสบการณ์...การถูกตำรวจญี่ปุ่นรุมจับในข้อหาเป็นผู้ต้องสงสัยขโมยจักรยาน!!!!
เดินมากันสองคนด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม แล้วก็.....ล้อมหน้าหลัง!!!
ตำรวจ:=*'*'9÷99229÷97#72#×+((÷$('@£@????
ตำรวจ2:÷#/&++0975?/*"*#(÷???????
กู:..........(เอ๋อขั้นสุด)
ไอ้เราก็ไม่เข้าใจก็ยื่น passport ให้เขาดูว่าเราเป็นคนไทยนะ เราไม่เข้าใจ....เขาก็ยิ้มละก็....
อ้าาาาา~~
ตำรวจ:$*÷9292@£#(÷(÷¥=¥$99#????
(มองไปที่ตัวจักรยานแล้วชี้ๆๆๆที่ป้ายทะเบียนชื่อเจ้าของจักรยานเบอร์โทรและที่อยู่)
(โห....ล้ำไปอีกความรู้ใหม่เลยว่าเขาขึ้นทะเบียนยันจักรยานทุกคัน)
ตำรวจ2:÷*#£$9=9290@#¥0???????
กู:.............?????????
สุดท้าย.....มันคงคุยกันไม่รู้เรื่องแน่ๆละไม่มีท่าทีจะปล่อยง่ายๆ เลยโทรไปหาเจ้าของจักรยานคนญี่ปุ่นที่ยืมมาเขาก็คุยๆกันละเหมือนว่าจะเป็นคนที่ทุกคนรู้จักดีมากๆในย่านนั้น เขาก็ยิ้มละก็ปล่อยเราไป
ปล่อยกูงง
จนผมกลับไปถามเจ้าของจักรยานว่าเขาจับผมทำไม
.....เขาบอกว่า
"ตำรวจสงใสตัวคุณ...ว่าทำไมคุณขับจักรยานที่ไม่มีตัวล็อคจักรยานแขวน
เขาก็เลยเข้าใจว่า คุณไปขโมยใครเขามา???
การขี่จักรยานที่ญี่ปุ่นต้องแสดงตัวล็อคส่วนใดส่วนหนึ่งของจักรยานไว้ตลอดเวลา...ซึ่งฉันลืมบอกคุณ"
อื้อหือตำรวจญี่ปุ่นตาเขาดีมากกกก นั้นตาคนหรือตาเหยี่ยว????
แอบชม...ตำรวจญี่ปุ่นนะ คือเขาไม่มีความน่ากลัวเลยสักนิดแล้วก็มีมารยาทอย่างมากถึงที่สุด และยิ้มด้วยความสุภาพขั้นสุด
แต่กูเคือง!!!!ที่มองกูเป็นโจร!!!!

วันที่
8

เมื่อมาถึงวันสุดท้ายของการอาศัยอยู่ที่ญี่ปุ่น...สิ่งที่ผมรู้สึกคือ อยากขอบคุณทุกคนที่ได้ร่วมเดินทางมา และนี้คือการนำข้อความบันทึกของผมเป็นครั้งแรกที่กลั่นกรองการพิมพ์ทุกคำที่ในช่วงเวลานั้นที่รู้สึกจริง และมันคือกระทู้แรกในชีวิตและครั้งแรก ที่ผมตั้งใจนำเสนอผ่านสายตาผมและการเรียนรู้ด้วยบันทึกการเดินทางครั้งนี้
ขอบคุณครอบครัว กิโตะ ที่เมตตาและผลักดันให้ผมได้เปิดโลกใบใหม่อย่างไม่มีข้อแม้ ขอบคุณที่เชื่อมั่นในตัวผมจนทำให้ผมโตขึ้น
ขอบคุณคุณแม่ที่สนับสนุนทุกอย่างให้ได้ทำในสิ่งที่ผมรักอย่างไม่มีข้อแม้
ขอบคุณเหล่าคณาอาจารย์ที่สอนผมมาทุกๆท่านและทำให้ผมได้เรียนรู้อะไรมากขึ้น
ขอบคุณน้องไหม ที่เป็นแรงบัลดาลใจอันทรงพลังในทุกๆการเดินทาง ดีใจที่มีเธอเป็นคู่ชีวิต ที่คอยเชียร์ตลอด ดูตลอด ทั้งปรึกษาและคำแนะนำเสมอมา
สุดท้ายขอบคุณทุกคนที่เจอระหว่างทางและผู้อ่านจนจบ และทุกบทสนทนา ตัวอักษรหลังจากนี้ และอีกมากมายที่ไม่อาจขอบคุณได้หมดครบถ้วนหากมีอะไรผิดพลาดผมพร้อมน้อมรับที่จะเรียนรู้และพัฒนาให้มากขึ้นครับ ขอบคุณ....
ไว้จะมาเล่าและถ่ายภาพมาให้ชมกันใหม่ครับ....
เพราะการได้เข้าใจในสิ่งที่ยังไม่เคยได้เข้าใจ มันถือเป็นสิ่งที่ทำให้เราเติบโตต่อไป มันคือความสุขของผม
...อย่าลืมแบกเป้ออกไปค้นหาความหมายของชีวิตกันบ้างนะครับ...

ความคิดเห็นทั้งหมด (0)

    รีวิวที่คล้ายกัน

    ทริปที่ใกล้เคียง

    ไอเดียที่ใกล้เคียง