รีวิว

นั่งกระเช้า Dragondola ชมใบไม้เปลี่ยนสี

Japan
วันออกเดินทาง 21/10/2014
วันเดินทางกลับ 21/10/2014
จำนวนผู้ร่วมทริป ผู้ใหญ่ 2 คน
งบประมาณเฉลี่ยต่อคน 1,001 - 5,000 บาท
บันทึกเพิ่มเติม นั่งกระเช้า Dragondola กระเช้าที่เคยได้ชื่อว่ายาวที่สุดในโลก เพื่อชมใบไม้เปลี่ยนสี ทริปนี้ไปมา 2 ปีแล้ว แต่เพิ่งมีความอยากจะเขียนรีวิว
145K views
วันที่
1

ทริปนี้เป็นทริปที่เราไปเที่ยวชมใบไม้เปลี่ยนสีที่โตเกียวประเทศญี่ปุ่นคับ จริงๆ ไปมาหลายที่ แต่เราจะขอรีวิวแค่ที่กระเช้าดรากอนโดร่า Dragondola แห่งเมืองยูซาว่านะคับ เพราะที่นี่จัดว่าเด็ด เราจะได้นั่งกระเช้าชมวิวใบไม่เปลี่ยนสีไปเรื่อยๆ โดยจุดเริ่มต้นของการไปเที่ยวที่กระเช้า Dragondola นั้นเริ่มจากการที่เราได้เห็นรูปภูเขาที่ต้นไม้ได้เปลี่ยนเป็นสีส้มสีแดงเต็มไปหมด แถมยังมีกระเช้าให้นั่งขึ้นไปบนเขาด้วย เราก็เลยลองหาข้อมูลดู ถึงได้รู้ว่าที่นั้นก็คือ กระเช้าดรากอนโดร่า Dragondola แห่งเมืองยูซาว่านั่นเอง พอรู้แล้วก็ไม่รอช้า จับเมืองยูซาว่าใส่เข้าไปในแพลนท่องเที่ยวทันที

เราเริ่มต้นเดินทางจากโตเกียว นั่งรถไฟชินคันเซนมาลงที่สถาที Echigo-Yuzawa ที่นี่อยู่ไม่ไกลจากโตเกียวนัก เดินทางแป๊ปเดียวก็ถึงแล้ว แถมช่วงที่เราไปไม่ค่อยมีคนไทยมาเที่ยวสักเท่าไหร่ด้วย พอมาถึงสถานีรถไฟ Echigo-Yuzawa เราจะต้องต่อรถบัสเพื่อไปลงที่ป้าย Naeba Prince Hotel นะคับ โดยเราจะต้องเดินออกจากประตูสถานีรถไฟฝั่ง East ลงมาขึ้นรถบัสที่ชั้นล่าง มองหา Bus Terminal แล้วก็มานั่งรถบัสที่ช่องเบอร์ 1 ใช้เวลาเดินทางประมาณ 40 นาที ระหว่างรอรถมาเราก็เดินเล่นถ่ายรูปไปเรื่อย

เดินเล่นอยู่แถวๆ สถานีนั้นแหละ ถ่ายนู้น ถ่ายนี่ไปเรื่อย ใบไม้บ้าง ต้นหญ้าบ้าง เดินดูร้านขายของแถวนั้นบ้าง วันที่ไปมีฝนตกปรอยๆ อยู่เกือบตลอด บรรยากาศเลยดูครึ้มฟ้าครึ้มฝนหน่อยๆ มีลมพัดมาให้รู้สึกหนาวอยู่ตลอดเวลา เดินเล่นอยู่สักพักก็กลับไปนั่งรอรถบัสที่หน้าสถานี รอนานมากรถไม่มาสักที หนาวก็หนาว เลยเดินเข้าไปหลบลมหนาวในซุปเปอร์มาเก็ตคับ ที่ใต้สถานีมีร้านขายของที่ระลึกให้ช้อปปิ้งกันด้วย แต่เราไม่ช้อปอ่ะ ขอเข้ามาหลบลมอย่างเดียว แฮ่

รอรถบัสอยู่ประมาณเกือบหนึ่งชั่วโมงได้ พอรถเลี้ยวเข้ามาจอดที่ป้ายนะดีใจแทบแย่ เพราะนั่งอยู่ข้างนอกมันหนาวมาก ยิ่งฝนตกด้วยแล้วยิ่งหนาว พอได้ขึ้นรถแล้วก็ค่อยอุ่นขึ้นมาหน่อย นั่งรถชมวิวไปเพลินๆ ประมาณ 40 นาที แป๊บเดียวเดี๋ยวก็ถึงแล้ว นั่งมาลงที่ป้าย Naeba Prince Hotel ไม่ต้องกลัวหลงเพราะเป็นป้ายสุดท้ายรถบัสจะเลี้ยวเข้ามาจอดให้ตรงหน้าโรงแรมเลย ในที่สุดเราก็มาถึงกันแล้ว จากจุดที่ลงรถเราต้องเดินต่อไปอีกหน่อยเพื่อไปยังที่ตั้งของกระเช้า Naeba dragondola นะคับ ระหว่างเดินก็แวะถ่ายรูปไปเรื่อยๆ

มาถึงแล้วก็ต่อคิวซื้อบัตรขึ้นกระเช้าได้เลย ในช่วงฤดูใบไม้แดงหรือใบไม้เปลี่ยนสี กระเช้าดรากอนโดร่าจะเปิดให้นักท่องเที่ยวขึ้นประมาณต้นเดือนตุลาคม ถึง ต้นเดือนพฤศจิกายน ตั้งแต่เวลา 9.00 น. - 16.00 น. ค่าบริการกระเช้า ไป-กลับ ผู้ใหญ่ราคา 2,200 เยน เด็กราคา 1,100 เยน

เอาหล่ะซื้อตั๋วเสร็จแล้วก็มาต่อคิวขึ้นกระเช้ากัน เดินมารอที่สถานีปล่อยกระเช้า หน้าตาก็ประมาณนี้นะคับเหมือนกระเช้าทั่วไปแหละ ที่นั่งเป็นแบบหันหลังชนกัน นั่งได้ประมาณ 4 คน พอถึงคิวเรากระเช้ามาแล้วก็ขึ้นได้เลย ตรงจุดนี้เลือกที่นั่งฝั่งไหนก็ได้ เพราะเห็นวิวสวยๆ เหมือนกัน แต่แนะนำว่า ขาไปให้นั่งฝั่งหนึ่ง ส่วนขากลับก็นั่งอีกฝั่งหนึ่ง จะได้เห็นวิวแบบครบๆ และได้ความเสียวแบบเท่าเทียมกัน

โอเค.. นั่งที่เรียบร้อย ตรวจเช็คความปลอยภัย ก็ได้เวลาสัมผัสกับธรรมชาติอันสวยงามแล้ว นั่งกระเช้าออกมาได้แป๊บเดียวก็เห็นวิวนี้เลย โหยย.. มันสุดยอดมาก สวยมาก ใบไม้แข่งกันอวดสีส้มสีแดงกันเต็มไปหมด นี่ขนาดเรามาช่วงที่ยังแดงไม่เต็มที่นะยังขนาดนี้ แล้วถ้าช่วงที่มันแดงเต็มที่จะขนาดไหน บอกเลยว่าฟิน ตื่นเต้นมาก ไม่เคยนั่งกระเช้าแล้วรู้สึกดีแบบนี้มาก่อนเลย ประทับใจมากจริงๆ แนะนำให้มาเที่ยวเลยนะ คุ้มค่าแก่การนั่งรถไฟมาแน่ๆ ลองมาเห็นด้วยตาตัวเองสักครั้งแล้วคุณจะรู้

จากที่บ่นๆ เรื่องรอรถบัสนานเป็นชั่วโมง เจอวิวนี้เข้าไปนี่เลิกบ่นเลย รู้สึกได้เลยว่าการรอคอยมันคุ้มค่ามาก ได้มาเห็นในสิ่งที่ตั้งใจอยากจะมาดูขนาดนี้ น้ำตาจะไหล 555 เว่อร์ละๆ ของจริงสวยกว่าที่เราเคยเห็นในรูปอีกนะ บอกได้เลยว่าตัดสินใจไม่ผิดที่มาเที่ยวที่นี่

มาถึงจุดไคลแม็กซ์ที่เขาติดรูปโฆษณาเอาไว้ตรงหน้าสถานีกระเช้านั่นก็คือ จุดที่กระเช้าจะดิ่งตัวลงไปในหุบเขาที่เบื้องล่างเป็นธารน้ำตก สองข้างทางก็เต็มไปด้วยต้นไม้นานาชนิด มีทั้งที่เปลี่ยนสีแล้วบ้าง ยังไม่เปลี่ยนบ้าง และเริ่มเปลี่ยนสีแล้วบ้าง ดูสวยไปอีกแบบ ซึ่งตลอดเส้นทางของกระเช้าดรากอนโดร่าจะมีทั้งอัพและดาวน์ ให้ความรู้สึกทั้งสนุกและตื่นเต้นไปพร้อมกับชมความสวยงามของธรรมชาติ ไม่ได้นั่งเล่นชมวิวอย่างเดียวนะ มีช่วงให้เสียวด้วยนะเออ ไม่ธรรมดาจริงๆ 555

เมื่อนั่งกระเช้ามาจนใกล้จะถึงยอดเขาแล้วเราจะได้เจอกับวิวนี้ เป็นทะเลสาบที่อยู่ในหุบเขานั่นเอง หากเราขึ้นไปถึงยอดเขาแล้วมองลงมาก็จะเจอกับทะเลสาบนี้เช่นกัน

ไหนๆ ก็นั่งเจ้ากระเช้านี้มาจนใกล้จะถึงยอดเข้าแล้ว เรามาดูข้อมูลของกระเช้ากันหน่อยดีกว่า กระเช้าดรากอนโดร่า Dragondola เป็นกระเช้าที่เคยได้ชื่อว่ายาวที่สุดในโลก ตั้งอยู่ที่ลานสกี Naeba คับ ในหน้าหนาวจะใช้ในการสัญจรของผู้เล่นสกีระหว่าง Naeba Ski Resort และ Tashiro Ski Resort

แต่ในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีกระเช้านี้ก็เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาสัมผัสกับความงดงามของธรรมชาติที่ไม่อาจลืมเลือน ด้วยความสูงที่เห็นวิวได้กว้างแบบ 360 องศาเลยทีเดียว เราจะได้ชมวิวทิวทัศน์ภูเขาที่กำลังเปลี่ยนสีสันแบบเต็มตากว่าครึ่งชั่วโมง

ในที่สุดเราก็ขึ้นมาถึงยอดเขา Naeba กันแล้ว บนนี้มีร้านขายเครื่องดื่มเล็กๆ น่ารักๆ คอยบริการนักท่องเที่ยวด้วยนะ อยู่บนยอดเขาอากาศเย็นๆ นั่งจิบเครื่องดื่มร้อนๆ พร้อมกับชมวิวสวยๆ ไปด้วยนี่คงฟินหน้าดู

วิวทิวทัศน์บนยอดเขา Naeba อากาศหนาวเย็นมาก มีหมอกให้เห็นด้วย นักท่องเที่ยวที่ขึ้นมาบนยอดเขานี้ส่วนใหญ่จะใช้เวลาเดินเล่น สำรวจสถานที่ ถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึกอยู่สักพักก็จะนั่งกระเช้ากลับลงไปที่ด้านล่างจุดเดิมกับขาขึ้นมา แต่ก็มีไม่น้อยที่ใช้เวลาไปกับการเดินเขา หรือบางกลุ่มก็จะกลับลงไปจากเขาด้วยกระเช้าจุดอื่น

ลองเดินสำรวจรอบๆ ยอดเขาไปเรื่อยๆ ส่วนมากทางเดินก็จะเป็นการขึ้นเขานะ มีวิวสวยๆ ให้ถ่ายรูปเยอะเลย เดินเล่นไปถ่ายรูปไปคับมีความสุขดี มีฝนตกลงมาบ้างเป็นบางช่วง เดินกันมาเรื่อยๆ มาเจอเข้ากับมุมนี้ เห็นวิวนี้เลยถ่ายเก็บไว้สักภาพหนึ่ง

แล้วก็นี่ไงคณะเดินเขา มาเดินกันเป็นหมู่คณะแบบนี้เลย ส่วนมากคนที่มาเดินนี่จะเป็นผู้สูงอายุทั้งนั้นเลยนะ แต่เดินกันเก่งมากๆ เรานี่เดินตามไม่ทันเลยแหละ เผลอหยุดถ่ายรูปหน่อยเดียวเดินหายไปกันหมดแล้ว

ด้านหลังยอดเขา Naeba จะเป็นจุดบริการ Cable Car อีกจุดหนึ่ง เป็นกระเช้าขนาดใหญ่เลยจุคนได้หลายสิบคนเลย ขึ้นจากจุดนี้ก็ได้เห็นใบไม้เปลี่ยนสีเหมือนกัน สวยด้วยนะ แต่เราไม่รู้ว่ามันต้องไปขึ้นตรงไหนหน่ะซิ อยากจะลองนั่งกระเช้าอันนี้ลงไปดู ก็ไม่รู้ว่าต้องซื้อตั๋วเพิ่มหรืออะไรยังไง ยืนดูลาดเลาอยู่สักพักก็เห็นว่า กระเช้ารับแต่คนขึ้นมาไม่รับคนลงไป ก็โอเค... อดเลย 555 ถ่ายรูปเก็บไว้แทนก็ได้ ไม่ได้นั่ง ได้ถ่ายรูปก็ยังดี

ถ่ายมุมโน้น มุมนี้ ไปเรื่อยแหละ เห็นอะไรก็ถ่ายเก็บไว้หมด เราใช้เวลาอยู่บนยอดเขานานเหมือนกัน ประมาณสองชั่วโมงกว่าได้ มันเพลินมากอ่ะ เดินเล่นถ่ายรูปท่ามกลางอากาศเย็นสบาย เลยรู้สึกว่าเวลามันผ่านไปเร็วมาก เราแทบไม่อยากกลับเลยแหละ

สมควรแก่เวลาเราก็นั่งกระเช้ากลับลงมาตามทางเดิม ขากลับเราเลือกนั่งอีกฝั่งหนึ่งซึ่งเป็นฝั่งตรงกันข้ามกับขามา จะได้ดูวิวอีกทิศหนึ่งที่ขามามองไม่เห็น ข้อควรระวังในการนั่งกระเช้านี้นะคับ เนื่องจากกระเช้า Dragondra มีระยะทางที่ยาวมาก เคยได้ชื่อว่าเป็นกระเช้าที่มีระยะทางยาวที่สุดในโลกอีกด้วย ระยะเวลาในการนั่งกระเช้านั้นจะใช้เวลาประมาณ 20 นาที รวมเวลาไป-กลับก็ 40 นาที ดังนั้นกระเช้าขาขึ้นจะเปิดถึงรอบเวลา 15.00 น. นะคับ ระวังในส่วนนี้ด้วย

เรานั่งกระเช้ากลับลงมาก็เย็นมากแล้ว ช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีที่สภาพอากาศหนาวเย็นแบบนี้ที่ญี่ปุ่นจะมืดไวมาก เพราะฉะนั้นเราต้องระวังไม่ให้กลับลงมาเย็นมาก เดี๋ยวจะกลับเข้าโตเกียวลำบาก พอลงมาถึงเราก็เดินมาขึ้นรถที่ป้ายเดิม หน้าโรงแรม Naeba Prince Hotel ก่อนขึ้นรถกลับก็ขอถ่ายภาพบรรยากาศเก็บไว้เป็นที่ระลึก ใช้เวลา 40 นาทีเท่าเดิมก็มาถึงสถานี Echigo-Yuzawa ก่อนกลับเข้าโตเกียวเราแวะกินข้าวเย็นกันที่ร้านราเมงแบบยืนกินคับ ร้านนี้อยู่ในสถานีเลย เล็งเอาไว้ตั้งแต่มาถึงแล้ว แต่ตอนเช้านั้นยังอิ่มอยู่เลยไม่ได้กิน ตกเย็นมานี่อย่างหิวเลยจัดซะ

สรุปนะ การมาเที่ยวที่กระเช้า Dragondra ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเมืองยูซาว่า Yuzawa แห่งนี้ เราชอบมาก ประทับใจมาก อยากให้ลองมาเที่ยวกันดู สวยงามมากจริงๆ ช่วงที่เราไปไม่ค่อยมีคนไทยมาเที่ยวสักเท่าไหร่ เหมือนกับว่ายังไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก เลยอยากจะมาแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวสวยๆ วิวดีๆ แบบนี้ให้ทุกคนรู้จักแล้วไปเที่ยวกัน จริงๆ กระเช้าดรากอนโดร่านี้นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นไปชมวิวอันสวยงามได้ทั้งสี่ฤดูเลยนะ แต่แนะนำให้มาในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีภูเขา Naeba แห่งนี้จะสวยงามอย่างที่สุด

ความคิดเห็นทั้งหมด (0)

    รีวิวที่คล้ายกัน

    ทริปที่ใกล้เคียง

    ไอเดียที่ใกล้เคียง