รีวิว

Wandering in Tokyo

Japan
วันออกเดินทาง 29/05/2016
วันเดินทางกลับ 30/05/2016
จำนวนผู้ร่วมทริป ผู้ใหญ่ 4 คน
งบประมาณเฉลี่ยต่อคน 15,001 - 20,000 บาท
บันทึกเพิ่มเติม หลังจากที่พยายามหาจังหวะและโอกาสอันเหมาะสมมานาน ในที่สุดผมก็ได้จังหวะเดินเข้าไปที่ห้องทำงานของหัวหน้าทีม เพื่อขอลางาน 4 วัน (ไม่รวมเสาร์อาทิตย์) และออกไปท่องเที่ยวตามใจตัวเองซักที โดยจุดหมายปลายทางของผมในครั้งนี้ก็คือ ประเทศญี่ปุ่น นี่แหละครับ แต่ไปญี่ปุ่นทั้งที จะไปแบบธรรมดาๆ มันจะไปตื่นเต้นยังไง ผมจึงวางแผนทริปสุดอินดี้ของผมขึ้น โดยการเช่ารถขับขึ้นทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงโตเกียว มุ่งหน้าสู่ Gunma Prefecture เมืองแห่งบ่อน้ำร้อน อย่างไรก็ตาม ผมมีเวลาอยู่ในประเทศญี่ปุ่นทั้งหมด 6 วัน จึงวางแผนที่จะเที่ยวในกรุงโตเกียว 2 วันเสียก่อนเลย
22K views
วันที่
1

เครื่องบิน Boeing 747 ของการบินไทยลงจอด ณ สนามบิน Haneda International Airport เวลา 6 นาฬิกา 55 นาที ตามเวลาท้องถิ่นของประเทศญี่ปุ่น หลังจากขุดและลากตัวเองออกจากที่นั่งผู้โดยสารและลงจากเครื่องได้แล้ว ผมก็ได้รับโอกาสในการออกกำลังกายในสนามบินประเทศญี่ปุ่นก็เริ่มต้นขึ้นจากทางเดินจาก Gate มาจนถึงด่านตรวจคนเข้าเมืองนั้น ไกลเป็นกิโลเลยจ้า เดินมาถึงคิวตรวจคนเข้าเมืองก็เปียกไปครึ่งหลังทีเดียว หลังจากผ่านการตรวจคนเข้าเมือง และรับกระเป๋าเดินทางแล้วนั้น ก็ถึงเวลาออกเดินทางเสียที

ถึงแม้การเดินทางจากสนามบินเข้าเมืองโดยรถไฟจะไม่ได้ยากมากนัก แต่เช้าวันแรก ขอสบายๆเป็นรถไปส่งก็แล้วกัน นอกจากจะได้พักผ่อนในระหว่างนั่งรถแล้ว ยังได้เห็นสภาพบ้านเมืองและถนนหนทางของประเทศญี่ปุ่นด้วย มีข้อสังเกตว่ารถยนต์ประเทศนี้ขับพวงมาลัยขวาเหมือนประเทศไทยของเรานะครับ แต่ในความเหมือนที่แตกต่างก็คือการขับรถของคนญี่ปุ่นช่างเป็นระเบียบเสียจริง ไม่มีการขับปาดซ้ายปาดขวา หรือขับรถเร็วเกินกว่าที่อัตรากำหนด รถทุกคันเคลื่อนไปในลักษณะที่วิ่งตามๆ กันไปเรื่อยๆ เหมือนการเข้าคิวซื้อของไม่มีผิด

อย่างที่ทราบกันดีว่าการเดินทางในกรุงโตเกียวด้วยรถไฟ เป็นช่องทางที่สะดวกที่สุด เนื่องมาด้วยสถานีที่มีความถี่ค่อนข้างเยอะ ทำให้สามารถเดินทางไปยังสถานที่ๆ เราต้องการได้ด้วยความรวดเร็ว และราคาไม่แพงจนเกินไป ดังนั้น ผมจึงเลือกพักที่โรงแรม The Tokyo Station Hotel โรงแรมที่เป็นส่วนหนึ่งของสถานีรถไฟโตเกียว เพียงแค่ลงลิฟต์จากห้องพักแล้วเปิดประตูโรงแรมออกมา ก็สามารถเดินเข้าสถานีรถไฟได้ทันที โดยมีประตูทางเข้าถึง 3 ประตูเลยทีเดียว

Tokyo Station นั้น ตั้งอยู่ในย่าน Chiyoda ซึ่งเป็นย่านที่มีพื้นที่ติดกับพระราชวังหลวง (The Imperial Palace) ถือเป็นศูนย์กลางการปกครองของประเทศญี่ปุ่นมาตั้งแต่สมัยโบราณเลยทีเดียว บรรยากาศโดยรอบบริเวณนี้จะมีลักษณะที่สบายๆ เนื่องจากคนไม่พลุกพล่านมากนัก มีพื้นที่สาธารณะที่ชัดทำไว้เป็นลานกว้างสวยงาม รายล้อมไปด้วยอาคารที่มี Design การออกแบบแนว Modern มีสระน้ำเล็กๆ และน้ำพุเรียงเป็นระเบียบ ถือเป็นบรรยากาศเช้าวันแรกที่มีความ Relax เหมาะกับอากาศเย็นๆ มีฝนพรำเป็นบางเวลา

ไหนๆ ก็มาเดินเยี่ยมชมย่าน Chiyoda แล้ว ก็ขอข้ามถนนอีกนิดไปเดินดูสวนหน้าพระราชวังหลวง (The Imperial Palace) อีกซักนิด เนื่องจากครั้งแรกที่มาเยี่ยมชมบริเวณด้านหน้าด้านพระราชวังแล้ว วันนี้จึงอยากจะไปชมทางด้านหลังบ้าง ส่วนใหญ่แล้วพระราชวังญี่ปุ่นนั้น มีเอกลักษณ์อยู่อย่างหนึ่งที่ขาดไม่ได้ คือต้องมีคูน้ำล้อมรอบเพื่อป้องกันหรือชลอข้าศึกในสมัยโบราณ หากข้ามคูน้ำด้วยสะพานเล็กๆ มา จะพบกับสวนขนาดใหญ่บริเวณหน้าพระราชวังที่ได้รับการตกแต่งและดูแลเป็นอย่างดี

Marunouchi เป็นอีกหนึ่งย่านที่ผมไม่เคยมา เนื่องจากเคยได้อ่านผ่านตามาบ้างว่าเป็นย่านธุรกิจขนาดใหญ่ และคิดว่าคงไม่มีอะไรให้ท่องเที่ยวมากนัก แต่ในครั้งนี้ Marunouchi มาตั้งอยู่ตรงข้ามโรงแรมที่พักแล้ว ผมจึงถือโอกาสนี้ในการเปิดหูเปิดตาสถานที่ใหม่ๆบ้าง แล้วจึงพบว่า "ผมคงต้องเปลี่ยนความคิดเสียแล้วล่ะ" เพราะมันดีงามกว่าที่คิดมาก

Marunouchi ในส่วนนี้ เป็นถนนเล็กๆ ที่บนทางเท้าเรียงรายไปด้วยร้านค้า Brand Name สุดหรูและร้านอาหารตลอดสองข้างทาง มาพร้อมกับบรรยากาศสุดชิค มีต้นไม้สองข้างฟุตบาทที่มีลำต้นโค้งเข้าสู่ตรงกลาง ทำให้อากาศไม่ร้อนมาก ในช่วงเวลา 11.00 น. ยังเป็นช่วงที่คนทำงานยังไม่พักเที่ยง คนไม่พลุกพล่านมากนัก ทำให้สามารถเดินไปได้เรื่อยๆ สบายๆ จะไปนอนเล่นชมความสวยงามของยอดไม้ กลางถนนก็ไม่มีใครว่า เนื่องจากถนนปิดอยู่

นอกจาก Marunouchi จะเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับคนที่ต้องการ shopping ของ brand name ต่างๆแล้ว Marunouchi ยังเป็นแบบในการวาดภาพของจิตรกรสูงอายุชาวญี่ปุ่นอีกด้วย สังเกตได้จากสองข้างทางที่มีคนจำนวนมาก (ส่วนใหญ่เป็นวัยป้าๆ) มาจับจองที่นั่งบนทางเท้า พร้อมเก้าอี้ส่วนตัว กระดานวาดภาพ และดินสอคู่ใจ นั่งสร้างสรรผลงานของแต่ละคนอย่างขะมักเขม่น

Brick Square เป็นสถานที่โดดเด่นอีกแห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณ Marunouchi ด้วย design ซุ้มประตูทางเข้าที่ลำสมัยไม่เหมือนใคร พร้อมสรรพไปด้วยร้านอาหารมากมาย มีสวนเล็กๆ บรรยากาศสบายๆ ให้คนเมืองได้มีโอกาสสัมผัสธรรมชาติสีเขียวซึ่งหาได้ยากยิ่งในยุคสมัยนี้ ซึ่งคนส่วนมากก็จะใช้พื้นที่ดังกล่าวในการนั่งอ่านหนังสือ นั่งทำงาน หรือพบปะสังสรรค์กับเพื่อนฝูง

บริเวณสวนเล็กๆด้านใน ตกแต่งเป็นลานเล็กๆ ให้ผู้คนได้นั่งสบายๆ มีการสร้างที่นั่งเป็นวงกลมล้อมรอบต้นไม้ และมีน้ำพุเล็กๆประดับไว้กลางลาน หลายสิ่งหลายอย่างในบริเวณนี้ต่างกับที่ได้จินตนาการไว้ นี่สินะ Innovation ใหม่ๆ ที่มีความจำเป็นมากสำหรับชีวิตในปัจจุบัน ย่านธุรกิจไม่จำเป็นต้องมีแต่ธุรกิจการงานล้วนๆ หากมีไอเดียดีๆ สอดใส่ลงไปในการออกแบบแล้ว ยังสามารถทำให้ย่านธุรกิจธรรมดาๆ กลายเป็นย่านธุรกิจท่องเที่ยวได้อีกด้วย

และแล้วก็ถึงเวลาเที่ยง เวลาของอาหารมื้อแรกของวัน เที่ยงวันนี้ ได้มาจัดหนักที่ร้าน Imahan เป็นร้าน Suki สไตล์ญี่ปุ่นซึ่งค่อนข้างมีชื่อในย่าน Ginza โดยขึ้นรถไฟใต้ดินจาก Tokyo Station ใช้เส้นทางสีแดง หรือ Marunouchi Line ไปลงสถานี Ginza ใช้เวลาแค่ 2 นาที เสียค่าตั๋วรถไฟเพียง 170 เยน เท่านั้น เดินจากสถานีมาประมาณ 5 นาทีก็ถึงร้าน โดยร้านตั้งบนชั้น 5 ของตึก Kojun คุณภาพของเนื้อก็ตามภาพเลยครับ เนื้อแทรกมันลายสวยๆ เสิร์ฟพร้อมไข่ดิบ และชุดผักรวมเล็กๆน้อยๆ แต่วันนี้ผักก็ต้องถอยห่างเพราะเรามาเพื่อเนื้อเท่านั้นครับ

เริ่มแรกนั้น จะมีพนักงานของทางร้านมาสาธิตการต้มเนื้อให้ดูกันก่อนครับ โดยเขาจะเริ่มจากการใส่น้ำสุกี้น้อยๆ ขั้นตอนในการทำให้เนื้อสุกนั้น ออกจากคล้ายกับการต้มกึ่งผัดเสียมากกว่าที่จะเป็นการต้มล้วนๆ (นึกถึงภาพร้านสุกี้ญี่ปุ่นในประเทศไทยที่เราเทน้ำสุกี้ซะจนแทบจะทะลักออกจากหม้อ สุดท้ายจะทำให้เนื้อที่ต้มแล้วเค็มเกินไป) แน่นอนครับ การต้มเนื้อไม่ควรให้สุกมากนัก เหลือเป็นสีแดงๆไว้ซักนิด จะทำให้เนื้อนุ่มและรสชาติกลมกล่อม ก่อนเข้าปากก็ต้องชุบไข่ดิบซักนิด บอกเลยว่านุ่มครับ ด้วยความที่มีมันแทรกอยู่ด้วย ทำให้ความนุ่มของเนื้อมีความพอดี ไม่เหนียวและรสชาติดี ไม่ผิดหวังชริงๆ ที่เลือก Imahan

อิ่มหนำสำราญเรียบร้อย มีพลังในการตะลุยกรุงโตเกียวต่อในช่วงบ่าย โดยเริ่มจากการเดินเยี่ยมชมย่าน Ginza ไปพลางๆ ระหว่างเดินทางไปยังสถานี Ginza

สังเกตเห็นได้ชัดว่าคนญี่ปุ่นมักจะข้ามถนนตรงทางม้าลายเสมอ โดยอาศัยการกดปุ่มตรงทางข้าม เพื่อให้สัญญาณไฟจราจรหาจังหวะที่รถจะสามารถหยุดและให้คนข้ามได้ บวกกับการขับขี่รถยนต์ของคนญี่ปุ่นนั้นเป็นไปตามกฎเกณฑ์อย่างเคร่งครัด ดังนั้น ความปลอดภัยในการข้ามถนนที่ประเทศนี้จึงมีค่อนข้างสูง

จากสถานี Ginza สู่สถานี Shibuya ด้วยเวลาไม่ถึง 20 นาที ผ่านรถใต้ดินสาย Ginza ขึ้นสู่ใจกลางแหล่ง Shopping ขนาดใหญ่อย่าง Shibuyaได้อย่างง่ายดาย ย่านนี้ยังคงเป็นสถานที่ยอดนิยมสำหรับคนญี่ปุ่นและนักท่องเที่ยวในการมาเดินซื้อของเหมือนเคย โดยสามารถสังเกตได้จากจำนวนคนที่คับคั่งบริเวณ 5 แยก บางครั้งหูก็แว่วภาษาไทยอันคุ้นเคยดังมาจากกลุ่มคนที่เดินผ่านไปมา ซึ่งเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นได้อีกอย่างว่า นอกจาก Shibuya จะเป็นที่นิยมในหมู่คนญี่ปุ่นแล้ว ก็ยังคงรักษา Rating ความเป็นที่นิยมในหมู่คนไทยในการมาเดิน Shopping ไว้ได้อย่างดี

- สิ่งนี้ที่หายไป - : เพื่อนๆหลายคน คงจะคุ้นกับ Logo นี้เช่นเดียวกับผม Logo นี้ เคยเข้ามามีบทบาททางด้านวงการเพลงและภาพยนตร์ในประเทศไทยเราในช่วงประมาณ 10 ปีที่แล้ว Tower Records เป็นร้านขายทุกอย่างเกี่ยวกับเพลงและภาพยนตร์ ไม่ว่าจะเป็น CD DVD เพลงฝรั่ง เพลงไทย ภาพยนตร์ต่างชาติ ทุกสิ่งอย่างเหล่านี้ เคยรวมใน Tower Records (ยกเว้นแผ่นประเทืองนะครัช แหม่) สมัยอายุ 15 - 16 ปี นอกจาก DJ สยาม แล้ว ผมมักจะเดินเข้าเดินออก Tower Records อยู่เป็นประจำ เนื่องจากมีผลงานเพลงจากต่างชาติที่มีความแปลกใหม่วางขายอยู่ที่นี่ สมัยนั้นต้องเป็นเพลงแนว Punk แนว Emo เท่านั้น ที่เป็นที่นิยมในหมู่เพื่อน ผมก็มักจะไปสรรหาแผ่นแปลกๆ จากที่นี่แหละครับ น่าเสียดายที่สุดท้าย Tower Records ก็ไม่สามารถ Survive อยู่ได้ ยุคสมัยเปลี่ยนไป ยุค Digital เริ่มเข้ามามีบทบาทในหลายๆ อย่างมากขึ้น สุดท้าย Tower Records ก็ต้องยุติบทบาทในบ้านเราลง กลับมาได้พบเห็น Logo นี้อีกครั้งในโตเกียว คิดถึงจริงโว้ย

หลังจากจุใจจาก Shibuya เรียบร้อยโรงเรียนยุ่น ก็ลง Subway เหมือนเดิม โดยใช้เส้นทาง Ginza Line มาลงสถานี Ginza แล้วเปลี่ยนเส้นไป Marunouchi Line กลับถึง Tokyo Station โดยสวัสดิภาพ

ท้องฟ้าเริ่มมืดลงเรื่อยๆ ผมจึงลองใช้เส้นทางเดินทะลุจากสถานี Tokyo ตามป้าย Yaesu South Exit ไปเรื่อยๆ มาโผล่ทางด้านหลังสถานี Tokyo ซึ่งเรียกกันว่า Yaesu โดยฝั่งนี้ เป็นที่ตั้งของห้างใหญ่ Daimaru ซึ่งตัวห้างนั้น มีความสูงถึง 12 ชั้นเลยทีเดียว ก่อนจะเข้าไปในห้าง Daimaru ผมเดินเลยมาดูบรรยากาศทางด้านหลังสถานีอีกนิดหนึ่ง ซึ่งบรรยากาศทางด้านหลังสถานียามค่ำคืนนั้น เต็มไปด้วยผู้คนเดินกันขวักไขว่ไปมามากมาย

มื้อเย็นวันนี้ ฝากท้องกับร้านอาหารง่ายๆ อย่าง Maisen ข้าวหมูทอด บนชั้น 12 ของห้าง Daimaru ไปถึงร้านก็ surprise ทันทีครับ มีเมนูภาษาไทยให้ดูด้วย ทำให้ง่ายในการสั่งมาก ส่วนรสชาตินั้นอร่อยกว่าสาขาที่ไทยนะครับ เนื้อหมูนุ่มกว่า และน้ำจิ้มเข้มข้นจัดจ้านดี

หมดเรี่ยวแรงไปกับการเดินกว่า 7 กิโล ในวันแรกของการเดินทาง อาบน้ำเป็นรอง ขอนอนเป็นหลัก จัดการทุกอย่างเสร็จภายใน 15 นาที แล้วทิ้งตัวลงนอนชาร์จแบตตัวเอง เตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางในวันต่อไป

วันที่
2

ตื่นเช้ามาด้วยความสดใสในวันที่ 2 พร้อมกับความหิว แน่นอนครับ กองทัพต้องเดินด้วยท้อง ดังนั้น เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลามากนัก ผมจึงรีบอาบน้ำแต่งตัวด้วยความไวแล้วมาลองรับประทานอาหารที่ห้องอาหารของโรงแรม Tokyo Station Hotel ซึ่งมีอาหารให้เลือกรับประทานมากมาย ที่ผมประทับใจมาก คือ ไข่ Omelette สอดไส้สตูว์เนื้อ เป็นสูตรที่ไม่เคยได้ลองที่ไหนมาก่อน โดยพ่อครัวได้ทอดไข่จนได้ที่ในระดับหนึ่ง แล้วตักสตูว์เนื้อที่ทำสุกแล้ว ราดลงตรงกลางไข่ ก่อนจะพับตัวไข่ 4 ด้านปิดล้อมให้เป็นไข่สอดไส้นั่นเอง

เริ่มต้นเช้าวันใหม่พร้อมสายฝนโปรยปราย ด้วยการจับรถไฟสาย Yamanote จาก Tokyo Station ไปยัง Harajuku ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแหล่ง Shopping ใหญ่ และเป็นศูนย์รวมวัยรุ่ยที่มีชื่อเสียงของกรุงโตเกียวมาตั้งแต่ในอดีต

Harajuku ในวันนี้ยังคงมีผู้คนเดินไปมาหนาแน่น แม้ฝนจะตก ร้านขายของริมข้างทางยังคงเปิดให้บริการตามปกติ สินค้าส่วนใหญ่ในย่านนี้ จะเน้นความเป็นวัยรุ่น มีสีสันแปลกตา และไม่เน้นแบรนด์มากนัก นอกจากสินค้าจำพวกเสื้อผ้าหรือรองเท้าแล้ว ก็จะมีร้านที่ขายของกินจำพวกขนมแปลกๆมากมาย

ที่น่าสนใจและไม่พลาดจริงๆ ก็คือร้าน Calbee ซึ่งคิดว่าคงเป็นแบรนด์ขนมที่ทุกคนคงจะคุ้นตา หากได้เดินซื้อขนมขบเคี้ยวบรรจุในห่อตาม supermarket แต่ความพิเศษของร้านนี้ก็คือขนมอบกรอบที่เพิ่งทำเสร็จออกจากครัวมาสดๆร้อนๆ และขายให้กับลูกค้าโดยตรงทันที ซึ่งรสชาติก็ไม่เลวเลยทีเดียว

ย่าน Shopping บริเวณถนนเส้นนี้ สามารถเดินได้ยาวๆ จาก Harajuku จนกระทั่งไปทะลุที่ Omotesando ซึ่งเป็นย่าน Shopping ที่สินค้าจะค่อนข้างเป็นแบรนด์เนมมากขึ้น ผิดจาก Harajuku โดยในบริเวณ Omotesando นั้น จะมีห้างสรรพสินค้าดีไซน์เก๋ๆ และมีต้นไม้ร่มรื่นตลอดสองข้างทาง

เมื่อเดินมาจนพบกับสถานีรถไฟ Omotesando Station ก็เป็นเวลาเกือบเที่ยงพอดี จึงขึ้นรถไฟสาย Ginza Line ไปเปลี่ยนขบวนที่ Shibuya Station เพื่อต่อไปลงที่จุดหมายต่อไป ได้แก่ Shinjuku นั่นเอง Shinjuku เป็นอีกหนึ่งศูนย์รวมทางด้านธุรกิจของกรุงโตเกียว ไม่ว่าจะเป็นแหล่งรวมความบันเทิง แฟชั่น และถือเป็นศูนย์กลางทางด้านธุรกิจขนาดใหญ่อีกแห่งในกรุงโตเกียว นอกจากนี้ สถานี Shinjuku Station ก็ยังได้ชื่อว่าเป็นสถานีรถไฟที่มีความพลุกพล่านของผู้คนมากที่สุด อันนี้เห็นด้วยเต็มๆ เพราะยังไม่ทันจะโผล่พ้นประตูรถไฟ ก็สามารถเห็นผู้คนเดินกันขวักไขว่เบียดเสียดกันแล้ว

หลังจากใช้เวลาตลอดบ่ายในการเดินสำรวจย่านนี้ จึงตัดสินใจว่าจะขอไปปิดท้ายการ Shopping และเดินชมบรรยากาศยามเย็นที่ย่าน Ginza ทั้งนี้ ย่าน Ginza นั้น อาจเป็นย่าน shopping ที่สินค้าบางอย่าง มีราคาค่อนข้างแพงกว่าย่านอื่นเลย เนื่องมาจากราคาที่ดินที่สูงและคาดว่าคงจะส่งผลถึงค่าเช่าห้อง ค่าเช่าพื้นที่ในการขายของ ก็คงจะสูงตามกันไป

ย่าน Ginza มีศูนย์กลางอยู่ตรงบริเวณ 4 แยกที่มีตึกติดตรา Logo สัญลักษณ์ของ Ricoh โดยในบริเวณดังกล่าว มีผู้คนเดินไปมามากมายพอสมควร แม้จะไม่พลุกพล่านเท่า Shinjuku หรือ Harajuku แต่ก็ถือเป็นย่านที่เดินสนุก มีแสงสีจากตึกรามบ้านช่องสวยงาม

รายการสุดท้ายของวัน ก็คือได้เลือกมาปิดท้ายด้วยการเดินชมความสวยงามยามค่ำคืนของย่าน Marunouchi โดยขึ้นไปชมบรรยากาศจากมุมสูงของตึก Marunouchi Building หน้าโรงแรม Tokyo Station ซึ่งทางตึกได้มีบริเวณที่เป็นระเบียงเปิดให้ได้ชมบรรยากาศได้ตลอด ไม่คิดค่าบริการ มองลงไปจะสามารถเห็น Tokyo Station และบริเวณลานด้านหน้าได้อย่างชัดเจน พร้อมแสงไฟตามตึกสูงโดยรอบ มอบความสวยงามและความประทับใจก่อนกลับห้องนอนเอาแรงออกเที่ยวต่างจังหวัดในวันต่อไป

ความคิดเห็นทั้งหมด (0)

    รีวิวที่คล้ายกัน

    ทริปที่ใกล้เคียง

    ไอเดียที่ใกล้เคียง